สิ่งที่ต้องรู้ก่อน เช่ารถ ขับเที่ยวที่ญี่ปุ่น


    สิ่งที่ต้องรู้ก่อน เช่ารถ ขับเที่ยวที่ญี่ปุ่น (Things to know when driving car rentals)

    ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการขนส่งสาธารณะที่ดีที่สุดในโลก โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ๆ อย่างเช่น 
    โตเกียว (Tokyo) โอซาก้า (Osaka) นาโกย่า (Nagoya) ซัปโปโร (Supporo) และฟุกุโอกะ (Fukuoka) ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวโดยระบบขนส่งสาธารณะในตัวเมืองนั้นจะง่ายและสะดวกกว่าการเช่ารถขับเองมาก แต่ถ้าเป็นพื้นที่ห่างไกล การเดินทางจะค่อนข้างจำกัดกว่ามาก ทำให้การเช่ารถขับเที่ยวนั้นน่าสนใจและอาจจะดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะให้มีความอิสระในการเดินทางมากกว่า ทำให้สามารถเดินทางไปได้ไกลและนานกว่าเดิม ไม่ต้องเสียเวลารอรถ และยิ่งคุ้มค่ามากเมื่อเดินทางกันหลายๆ คน


    Rent Connected จึงรวบรวมเอาเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและต้องรู้ก่อนการไปเช่ารถขับเที่ยวที่ญี่ปุ่น การจะไปเช่ารถขับที่ประเทศญี่ปุ่น จะต้องไปทำใบขับขี่สากลที่กรมขนส่งในไทยก่อน ซึ่งขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากและใช้เวลาไม่นานเหมือนการทำใบขับขี่ธรรมดา มีค่าใช้จ่ายในการทำประมาณ 500 บาท มีอายุอยู่ได้ 1 ปี แล้ววันเดินทางให้พกใบขับขี่จริงไปด้วย 

    ญี่ปุ่นขับรถพวงมาลัยขวาและชิดซ้ายเหมือนบ้านเรา คนขับต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ป้ายและสัญลักษณ์บนท้องถนนส่วนใหญ่จะเป็นไปตามมาตราฐานสากล ซึ่งก็จะคล้ายๆกับบ้านเรา ป้ายบอกทางส่วนใหญ่จะมีทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ  

    ความเร็วในตัวเมืองโดยทั่วไปจะประมาณ 30-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าออกนอกเมืองหน่อยก็จะเป็น 50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าเป็นบนทางด่วนจะอยู่ระหว่าง 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  

    ถนนที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะขับได้ฟรี ยกเว้นทางด่วนและเส้นทางชมวิวบางเส้นทางที่จะเก็บเงิน สภาพถนนทั่วไปถือว่าดีกว่าเมืองไทยมาก ถึงแม้ว่าในเขตตัวเมืองบางช่วงอาจจะมีแคบบ้างคล้ายๆกับเมืองไทย และรถในเขตเมืองก็ติดพอๆกับในเมืองไทยจึงจะแนะนำให้หลีกเลี่ยงการขับรถเที่ยวในตัวเมืองโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ  

    คนขับรถที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะขับรถกันไม่เร็ว มีมารยาทดี มีน้ำใจบนท้องถนน ถ้าคุณเปิดไฟเลี้ยวขอทางรถส่วนใหญ่จะเหยียบเบรคชะลอให้คุณทันที ซึ่งตามมารยาทก็ควรจะก้มหัวให้เพื่อเป็นการขอบคุณ 

    ปั้มน้ำมันมีอยู่ทั่วไปเหมือนในเมืองไทย มีทั้งแบบที่มีพนักงานมาเติมให้เหมือนเมืองไทย กับแบบที่เป็นบริการตัวเองในจำนวนพอๆกัน ปั้มส่วนใหญ่จะปิดในตอนกลางคืนแต่ก็จะมีบางปั้มที่เปิด 24 ชั่วโมง ราคาน้ำมันจะแพงกว่าเมืองไทย ราคาน้ำมันเบนซินประมาณ 115 เยนต่อลิตร สามารถจ่ายเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิตก็ได้ น้ำมันที่ใช้กันจะมีอยู่ 3 ประเภท ซึ่งจะแยกสีกันชัดเจน คือ แบบเบนซินธรรมดา(90) สีแดง คือน้ำมันเบนซินที่มีค่าอ็อกเทนประมาณ 90 (คล้ายกับน้ำมันเบนซิน 91 ในเมืองไทย), แบบเบนซิน Octane สูง(98) (คล้ายกับน้ำมันเบนซิน 95 ในเมืองไทย) และน้ำมันดีเซล สีเขียว ซึ่งจะใช้รหัสสีแบบนี้เหมือนกันหมดทุกปั้ม ทั่วประเทศ 

    ในขั้นตอนการเติมน้ำมันก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนกับบ้านเรา คือขับรถเข้าไปจอด ดับเครื่อง เปิดกระจกรถ แล้วบอกพนักงานว่าจะเติมอะไรเท่าไหร่ แต่จะยุ่งยากหน่อยเพราะพนักงานมักจะพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น ก็ให้บอกไปว่าถ้าเป็นเบนซิน ก็บอกว่า Regular หรือไม่งั้นก็ Diesel แล้วจะเติมเท่าไหร่ ก็แจ้งได้ หรือบอกว่า Full สำหรับเติมเต็มถังส่วนใหญ่จะเข้าใจ 

    ส่วนถ้าเป็นปั้มที่เป็นแบบบริการตัวเอง Self Service ส่วนใหญ่จะมีแต่ภาษาญี่ปุ่น แต่ก็มักจะมีพนักงานอยู่ใกล้ๆ จะเข้ามาช่วยเหลือทันที ก็ทำเหมือนกับเข้าปั้มแบบแรกนั่นแหล่ะ เค้าอาจจะให้เราเติมเองหรือบางทีก็จะจัดการให้เราเสร็จสรรพเลยเหมือนกัน ที่ประเทศญี่ปุ่น ค่าเช่ารถโดยทั่วไปจะคิดราคาต่อ 24 ชั่วโมง รถคอมแพ็คขนาดเล็กประมาณ 8,000 เยนต่อวัน ใหญ่ขึ้นมาหน่อยเป็น 15,000 เยน จนถึงประมาณ 37,000 เยนต่อวัน ค่าเช่าอาจจะมากกว่านี้ในช่วงพีคเช่นวันหยุดยาวต่างๆ โดยราคานี้จะรวมระยะทางการขับแบบไม่จำกัด ภาษี และประกันภัยขั้นต่ำวันละ 1,000 เยนไว้เอา ซึ่งจะครอบคลุมถึง ความเสียหาย การบาดเจ็บต่างๆด้วย ในตอนที่เราเข้าไปเอารถจะต้องใช้ พาสปอร์ต ใบขับขี่สากล และเครดิตการ์ด ขั้นตอนก็จะคล้ายกับการเช่ารถทั่วๆไปในไทย คือพอทำเรื่องด้านเอกสารเสร็จ จะมีเจ้าหน้าที่พาเราไปที่รถ เช็คสภาพรถ จนรอยขีดข่วนต่างๆทั้งภายในและภายนอก และอาจจะมีสอนวิธีการใช้รถเล็กน้อย พร้อมกับน้ำมันเต็มถัง ส่วนตอนคืนรถ จะต้องคืนแบบน้ำมันเต็มถังไม่งั้นจะโดนชาร์จค่าเติมน้ำมันเพิ่ม แต่สถานที่คืนรถบางแห่งก็จะมีบริการเติมน้ำมันอยู่ด้วย 

    การคืนต่างที่ สถานที่คืนรถนั้นส่วนใหญ่เราจะเลือกรับและคืนที่เดิม ถ้าเลือกคืนต่างสาขาก็จะเสียค่าคืนรถด้วย ซึ่งบริษัทรถเช่าส่วนใหญ่มีให้บริการในส่วนนี้ 

    รถเช่าที่ญี่ปุ่นจะมีเครื่อง GPS ให้บางที่อาจจะมีภาษาอังกฤษด้วยแต่วิธีการหาจุดหมายที่ดีที่สุดคือการใส่เบอร์โทรศัพท์ สามารถสอบถามจากพนักงานที่อธิบายรถให้เราตอนเช่ารถได้เลย นอกจากนี้บริษัทเช่ารถยังมี options หลายอย่างให้เลือกเพิ่มได้ด้วยเช่น ที่นั่งสำหรับเด็ก ซึ่งตามกฏหมายประเทศญี่ปุ่น เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบจะต้องนั่งที่นั่งสำหรับเด็กเท่านั้น 

    ที่จอดรถในประเทศญี่ปุ่น ที่จอดรถในตัวเมืองใหญ่ๆมักจะมีราคาแพงมาก อาจจะหลายร้อยเยนต่อชั่วโมง และราคาจะยิ่งถูกลงเรื่อยๆเมื่ออยู่ห่างจากตัวเมือง และถ้าเป็นในเมืองเล็กๆตามชนบทต่างๆก็มักจะจอดได้ฟรี ถ้าเป็นบริเวณสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆมักจะเก็บเงินครั้งเดียว ประมาณ 200-500 เยน โรงแรมต่างๆในเมืองมักจะมีที่จอดรถให้ แต่ถ้าเป็นโรงแรมราคาประหยัดอาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม ประมาณ 1,000 เยนต่อคืน ส่วนถ้าเป็นโรงแรมนอกเมืองมักจะมีที่จอดรถให้ฟรี ที่จอดรถในญี่ปุ่นมีหลายแบบเพราะมีราคาที่ดินสูง เช่น ที่จอดรถแบบเป็นลิฟท์ขึ้นไปบนตึก ที่เราขับรถเข้าไปจอดที่ช่องแล้วรถจะขึ้นไปเก็บด้านบนเอง เมื่อตอนจะออก รถก็จะออกมาให้เราเอง อีกประเภทหนึ่งคือแบบที่เป็นที่กั้นบนถนน คือพอขับรถเข้าไปแล้วก็รับบัตร พอขาออกก็เสียบบัตรเข้าเครื่องแล้วเครื่องจะคำนวนเงินว่ากี่บาทก็จ่ายเงินไป เมื่อเรียบร้อยแล้วที่กั้นบนถนนจะลดลงให้เราขับออกมาได้ 

    การขับรถขึ้นเรือเฟอร์รี่ (Ferry) อย่างที่รู้กันดีว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นหมู่เกาะ การใช้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฝั่งไปมาระหว่างเกาะจึงเป็นเรื่องปกติ และมีราคาไม่แพง โดยเฉพาะที่ระยะทางไม่ไกล มักจะมีราคาไม่กี่ร้อยเยน ยกเว้นที่มีระยะทางไกลๆ ก็จะมีราคาแพงขึ้นมากได้ การใช้บริการก็ไม่ต่างจากการขับรถขึ้นเรือเฟอรี่ที่อื่น คือขับไปตามป้ายที่จะบอกจุดหมายที่เราไป รอเรือจอดแล้วเปิดทางให้เราค่อยๆขับขึ้นเรือไปจอดบนเรือ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยโบกให้ และบนเรือก็มักจะมีร้านค้า ร้านอาหาร และที่นั่งพักผ่อนชมวิว พอใกล้ถึงก็จะมีการแจ้งเตือนแล้ว เราก็จะเห็นคนเดินลงไปที่โซนจอดรถ พอเรือเสร็จสนิทเราก็ขับรถออกจากเรือไปตามทางที่เราต้องการต่อไป บางที่อาจจะจ่ายเงินก่อน บางที่อาจจะจ่ายเงินหลังจากออกจากเรือแล้ว

    หลายพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะทางตอนเหนือจะมีหิมะตกค่อนข้างมากในช่วงฤดูหนาว ทำให้ถนนถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหรือน้ำแข็ง ทำให้ถนนลื่นมากจนยางปกติของรถยนตร์จะใช้งานได้ไม่ดีในช่วงนี้ คนญี่ปุ่นจะเปลี่ยนมาใช้ยางสำหรับขับบนหิมะ ซึ่งถ้าเราเช่ารถขับในช่วงนี้ ทางบริษัทรถเช่าจะให้ยางสำหรับขับบนหิมะมาให้ด้วยเลย แต่อย่างไรก็ตามการขับรถในช่วงที่หิมะตกหนักค่อนข้างอันตรายโดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนจึงควรหลีกเลี่ยงในพื้นที่ที่มีหิมะตกหนักหรือการขับรถในช่วงฤดูหนาว ทางด่วน 

    (Expressways) เกาะใหญ่ต่างๆ ที่ประเทศญี่ปุ่นมีเครือข่ายทางด่วนที่ครอบคลุมเมืองใหญ่ๆแทบจะครบทุกเมือง จากบนสุดลงล่างสุด มีระยะทางรวมทั้งหมดเกือบ 10,000 กิโลเมตร ความเร็วโดยทั่วไปจะประมาณ 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงยกเว้นบางช่วงที่เป็นถนนเลนส์เดียวจะกำหนดความเร็วไว้ที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

    คำศัพท์พื้นฐานของการใช้งานทางด่วนที่ควรรู้คือ 
    1. Interchange (IC) หมายถึงทางขึ้นลงทางด่วน เช่น Tokyo IC ก็คือทางขึ้นลงทางด่วนของโตเกียว 
    2. Junction (JCT) หมายถึง ทางแยกของทางด่วนสายต่างๆ จากสายหนึ่งไปอีกสายหนึ่ง หรือหลายสายมารวมกัน 
    3. Parking Area (PA) หมายถึงจุดพักรถเล็กๆ มีห้องน้ำ หรือตู้กดน้ำให้บริการ 
    4. Service Area (SA) หมายถึงจุดพักรถใหญ่ๆ มีบริการหลายอย่างนอกจากห้องน้ำ เช่น ร้านอาหาร ปั้มน้ำมัน ร้านขายของ คล้ายกับตามปั้มน้ำมันใหญ่ๆในบ้านเรา 
    5. Electronic Toll Collection (ETC) คือบัตรทางด่วนอัตโนมัติ คล้ายๆกับ EasyPass ของเรา ช่องลงทางด่วนตอนจ่ายเงินส่วนใหญ่จะเห็นป้าย ETC ถ้าเราไม่มีก็ไปช่องที่ไม่มีป้ายนี้ แล้วจ่ายเงินสด การจะใช้งานจะต้องมีเครื่องอ่านบัตร ETC และ บัตร ETC ซึ่งจะเชื่อมต่อกับ เครดิตการ์ดของประเทศญี่ปุ่น บางครั้งบางช่วงเวลาการชำระเงินด้วย ETC จะมีส่วนลดให้ด้วย โดย ETC จะสามารถขอได้จากผู้ให้บริการเช่ารถ  

    ข้อกำหนดและกฎหมายพื้นฐานต่างๆ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเหมือนกับที่ประเทศไทย คือขับความเร็วไม่เกินที่กฎหมายกำหนด, ผู้โดยสารทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง ห้ามดื่มของมึนเมาก่อนขับรถ ห้ามคุยโทรศัพท์ระหว่างขับรถ ห้ามฝ่าไฟแดง ต้องหยุดให้คนข้ามถนนไปก่อนทุกครั้ง มีมารยาทและน้ำใจบนท้องถนน หวังว่าข้อมูลในบทความนี้จะช่วยให้ หลายคนตัดสินใจจะไปลองเช่ารถขับเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรับรองว่าจะได้พบกับการเดินทางที่สนุกสนานและแปลกใหม่ยิ่งกว่าเดิมแน่นอน แต่ที่สำคัญที่สุดขอให้นึกถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยขอให้ระลึกไว้เสมอในขณะที่ขับรถว่า เราไปเป็นแขกในบ้านคนอื่น จึงควรจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีมารยาทและน้ำใจบนท้องถนน เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดลง  

    Contact

    Tel:   080-549-5491

    E-mail: hello@rentconnected.com

    Add Line: เพิ่มเพื่อน

       Follow Me